ข่าวหุ้น โบรกฯ มองบวกเล็กน้อย หลังสายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ 1 พ.ค.นี้

โบรกฯ 

ข่าวหุ้น โบรกฯ สายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ มองยังไม่หนุนงบฟื้นอย่างมีนัย เหตุยังต้องคุมเข้มที่นั่ง 

ข่าวหุ้น โบรกฯ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 63 9:55: น.
โบรกฯ มองบวกเล็กน้อย หลังสายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ 1 พ.ค.นี้ มองยังไม่หนุนงบฟื้นอย่างมีนัย เหตุยังต้องคุมเข้มที่นั่ง – ตปท.เปิดบางเส้นทาง มอง 2 หุ้น AOT-AAV เริ่มรับข่าว แต่ยังแนะแค่ถือเท่านั้น

บล.เคทีบี เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์รายวันว่า หลังจากมีข่าว สายการบินทยอยกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศตั้งแต่ 1 พ.ค.สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ประกาศมีแผนจะกลับมาให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศตั้งแต่ 1 พ.ค.

ทั้งนี้มองเป็นบวกเล็กน้อย ซึ่งเป็นข่าวดีที่สายการบินกลับมาให้บริการจะทำให้เริ่มกลับมามีรายได้อีกครั้ง หลังจากเดือน เม.ย.ที่หยุดทำการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งหมด แต่ยังมองบวกไม่มาก โดยประเมินว่าจำนวนผู้โดยสารจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องตลอดทั้ง Q2/63 เพราะจะยังเป็นเพียงการเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศเฉพาะเส้นทางหลักเท่านั้น

ส่วนเที่ยวบินต่างประเทศคาดว่าจะยังไม่กลับมาเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้ นอกจากนั้น จากมาตรการ social distancing อาจทำให้การจัดที่นั่งบนเครื่องบินทำได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ load factor จะอยู่ในระดับต่ำ โดยประเมินว่าธุรกิจสายการบินจะยังขาดทุนต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2563 ด้านราคาหุ้นกลุ่มสายการบินเราคาดว่าได้สะท้อนข่าวลบไปแล้ว

ทั้งนี้ AAV เราแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 1.80 บาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจสายการบิน AOT คาดว่าจะได้ผลบวกจากสายการบินที่
เริ่มทยอยกลับมาทำการบินอีกครั้ง ทั้งนี้ เราประเมินจำนวนผู้โดยสารในเดือนเม.ย.จะเป็นจุดต่ำสุด แต่จะยังฟื้นตัวช้าจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดCOVID-19 จะคลี่คลายในปีหน้า โดย AOT เรายังแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 61.00 บาท

ลักษณะธุรกิจของ AOT
ทอท.ประกอบธุรกิจท่าอากาศยานของประเทศไทย โดยธุรกิจหลักประกอบด้วย การจัดการ การดำเนินงาน และการพัฒนาท่าอากาศยาน โดยมีท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ 6 แห่ง คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งนี้ ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ…

ข่าวหุ้น BWG ราคาหุ้นบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นปรับตัวลงแรงคาดขายทำไรหลังหุ้นปรับตัวแรง

ข่าวหุ้น BWG

ข่าวหุ้น BWG คาดผลกระทบ COVID-19 จะกระทบรุนแรงต่อธุรกิจกำจัดขยะ

ข่าวหุ้น BWG

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ล่าสุด ณ เวลา 16.05 น.อยู่ที่ระดับ 0.27 บาท ลดลง 0.04 บาท

หรือ 12.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30.68 ล้านบาท ราคาหุ้นสูงสุดของวันที่ระดับ 0.31 บาท ต่ำสุดของวันที่ระดับ 0.27 บาท โดยราคาหุ้นปรับตัวลงแรงคาดขายทำไรหลังหุ้นปรับตัวแรงมาหลายวันติดและเกินราคาเป้าหมายโบรกแนะนำที่ระดับ 0.30 บาท โดยก่อนหน้านี้ บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 0.30 บาท/หุ้น คาดว่าบริษัทจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้เล็กน้อยในปี 63 ที่ 7 ล้านบาท จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เริ่มรับรู้รายได้จากการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดผลกระทบ COVID-19 จะกระทบรุนแรงต่อธุรกิจกำจัดขยะ เนื่องจากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการหยุดชะงัก ด้าน ราคาหุ้นปรับตัวลงมาอย่างมาก ทำให้ ณ ปัจจุบันบริษัทมี P/BV เพียง 0.2 เท่า ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และต่ำเป็นอันดับต้นๆในตลาดหลักทรัพย์ คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยรอจังหวะเข้าลงทุนจากการฟื้นตัว ราคาเป้าหมายใหม่ 0.30 บาท อ้างอิง P/BV ที่ 0.31 เท่า (-2SD บนค่าเฉลี่ย P/BV ย้อนหลัง 1 ปี)

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย เพื่อเป็นการลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มิให้ขยายไปในวงกว้าง และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย

นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)หรือ TVO เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งประกาศห้ามการชุมนุมการทำกิจกรรม การมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค

เพื่อเป็นการลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มิให้ขยายไปในวงกว้าง และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ได้พิจารณาโดยคำนึงถึงสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุมและพนักงานทุกท่านมีมติให้เลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นออกไปไม่มีกำหนด โดยยกเลิกวันประชุมและวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ที่กำหนดไว้ในวันที่ 24 เมษายน 2563 แต่ยังคงวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (XM) ไว้ตามเดิมในวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำหรับ การเลื่อนวันประชุมดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผลโดยกำหนดจ่ายปันผลระหว่างกาลแทนการจ่ายปันผลประจำปี เพื่อลดผลกระทบต่อสิทธิในการรับเงินปันผลของผู้ถือหุ้นจากความไม่แน่นอนในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยจ่ายปันผลอัตราหุ้นละ 0.75 บาท ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามที่เคยเสนอไว้จากผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 6 เดือนหลังของปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 16 มีนาคม 2563 โดยมีกำหนดการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 การจ่ายปันผลระหว่างกาลครั้งนี้ เมื่อรวมกับปันผลระหว่างกาลที่มีการประกาศจ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ในอัตราหุ้นละ 0.70 บาท จะเป็นเงินปันผลระหว่างกาลรวมสำหรับปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 1.45 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะติดตามสถานการณ์การระบาดของของไวรัส COVID-19 อย่างใกล้ชิด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและเหมาะสม บริษัทจะจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นโดยเร็วต่อไป…

มีเฮ BJCHI บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส

มีเฮ BJCHI

มีเฮ BJCHI  เนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น

มีเฮ BJCHI

นายหยัง เจิน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI เปิดเผยว่า บริษัทฯชนะการประมูลงานในโครงการ Koodaideriซึ่งเป็นงานประกอบ

และแปรรูปกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และงานเพิ่มในอุตสาหกรรมก๊าซในโครงการ Santos ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส มูลค่ารวมกันกว่า 880 ล้านบาท โดยงานดังกล่าวจะทยอยรับรู้ต่อเนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นแตะ 3,900 ล้านบาท“ปัจจุบัน BJCHI มีงานในมือที่รองรับรายได้ในปี 2563-2564 หลังจากที่มีการรับงานใหม่เพิ่มเติมจากโครงการเหมืองแร่ที่ออสเตรเลีย และปีนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย บราซิล ขณะที่การเกิดระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ประเทศจีน บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลับเป็นผลดีเนื่องจากมีลูกค้าจากต่างประเทศที่เคยเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการจีน หันมาให้ความสนใจ และติดต่อเข้ามายังบริษัทมากขึ้น ดังนั้น จึงคาดหวังว่าจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย” หยัง เจิน ลี อย่างไรก็ตามท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว แต่บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการในปี 2563จะพื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากมีปริมาณงานที่รอรับรู้รายได้ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่ มูลค่า 17,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการประมูลงานใหม่เพิ่มเติมในโครงการในอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ในอนาคตอันใกล้นี้ อนึ่ง ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 47.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 231.2 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมเท่ากับ 2,073.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวมอยู่ที่ 943.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% ปัจจัยที่ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซ และเหมืองแร่ที่ฟื้นตัว ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ส่งผลให้มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง…

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน รพ.รามา ซื้อเครื่องมือช่วยเหลือ ผู้ป่วยโควิด-19

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน การช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 รองรับผู้ป่วย

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี

ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากัลฟ์ได้มุ่งดำเนินโครงการด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง สำหรับในโอกาสนี้บริษัทฯ ตระหนักถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเยอะ จึงขอมอบเงินสนับสนุนจำนวน 20 ล้านเพื่อให้ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เพื่อรองรับและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตผู้ป่วย COVID-19 รวมถึงยังสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจต่อไปได้อีกด้วย ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะนี้ ก็ทำให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต้องเร่งเตรียมการในการรักษาผู้ป่วยขั้นรุนแรง ซึ่งอาจจะมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเครื่อง ECMO และเครื่องช่วยหายใจ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ “ผู้ป่วยร้อยละ 85 มีอาการน้อย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่เรากังวลกลุ่มร้อยละ 15 ที่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีอาการรุนแรง ลุกลามอย่างรวดเร็ว ปอดอักเสบ ต้องช่วยการหายใจด้วยอุปกรณ์พิเศษอย่างเครื่อง ECMO ที่ทำหน้าที่เหมือนปอดและหัวใจเทียม สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยยังเป็น Golden Period ที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มาก แต่เริ่มเพิ่มขึ้น สถานการณ์ยังเป็นไปได้สองทางคือ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบในสิงคโปร์ หรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ อิตาลี อิหร่าน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์หวังว่าจะเป็นแบบที่ 2 เพื่อที่บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะยังมีเพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย ซึ่งการป้องกันนั้นย่อมสำคัญกว่าการรักษา ยิ่งยังไม่มีวัคซีน เราจึงขอให้ทุกคนร่วมกันดูแลตัวเอง เพื่อที่จะได้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” รศ. ดร. พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ หัวหน้าภาควิชาออร์โธปิดิกส์ อนึ่ง เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (เครื่อง ECMO) ใช้เพื่อประคับประคองเพื่อรอให้อวัยวะกลับมาทำงานเป็นปกติ เช่น ภาวะการหายใจล้มเหลวจากการติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ปอด รวมถึงประคับประคองระหว่างรอการปลูกถ่ายหัวใจหรือปอด นับเป็นอีกนวัตกรรมทางแพทย์ที่ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาล