ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก ราคาน้ำมันติดลบเป็ครั้งแรก จึงทำให้ผู้ขายจำหน่ายน้ำมันทะลัก

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่คลังน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมัน

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก

มีผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI)ตลาดนิวยอร์กได้มีการปิดทรุดตัวลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้(20 เม.ย.) เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่ลดลงจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก นอกจากนี้แล้ว ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่คลังน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมันใกล้เต็มความจุท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นตลาด

โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTIส่งมอบเดือนพ.ค. ร่วงลง 55.90 ดอลลาร์ หรือ 306% ปิดที่ -37.63 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 2.51 ดอลลาร์ หรือ 8.94% ปิดที่ 25.57 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTIร่วงลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในตลาดNYMEXเนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่า การที่รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งรวมถึงการสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านและห้ามเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวลง

ทางด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA)ได้ออกรายงานเตือนว่า วิกฤตการณ์จากแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง 29 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย. แตะระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี เนื่องจากประเทศต่างๆ พากันออกมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ยังแสดงความเห็นว่า การที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัส บรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ถือว่าน้อยเกินไป และยังไม่มากพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบของอุปสงค์น้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จากบริษัทไพรซ์ ฟิวเจอร์ส กรุ๊ป ในเมืองชิคาโก ระบุว่า นอกเหนือจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 แล้ว การที่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมันใกล้เต็มความจุ ในขณะที่สต็อกน้ำมันสหรัฐก็พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ด้วยนั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบ WTI เดือนพ.ค. ซึ่งจะครบกำหนด ส่งมอบในวันอังคารที่ 21 เม.ย.นี้

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTIเดือนมิ.ย. ปิดร่วงลง 4.60 ดอลลาร์ หรือ 18.3% แตะที่ระดับ 20.03 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อคืนนี้

นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย…

ข่าวหุ้นBEM จับมือ “ทรูมันนี่” เปิดเติมเงินบัตรโดยสาร MRT ผ่านแอปฯ “TrueMoney Wallet”

ข่าวหุ้นBEM

ข่าวหุ้นBEM เปิดเผยว่า บริษัทฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ข่าวหุ้นBEM

ดร. สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
เปิดเผยว่า บริษัทฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสถานีรถไฟฟ้า MRT อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากเพิ่มความถี่ของขบวนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วนตามมาตรการ Social Distancing และเน้นย้ำเรื่องมาตรการการทำความสะอาดภายในสถานีและภายในรถไฟฟ้าเพื่อความ ปลอดภัยในพื้นที่แล้ว ยังดูแลถึงสุขภาพอนามัยของผู้ใช้บริการ พนักงานและพันธมิตรคู่ค้า ล่าสุดจึงร่วมมือกับทรูมันนี่เพิ่มบริการเติมเงินบัตรโดยสาร MRT และ MRT Plus แบบไร้เงินสดผ่านอีวอลเล็ทซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาเสริมช่องทางการเติมเงินแบบเดิม ทั้งการเติมเงินโดยใช้เงินสดผ่านห้องออกบัตรโดยสารและผ่านเครื่องออกเหรียญโดยสาร อัตโนมัติ ตามสถานีต่าง ๆ โดยนำเทคโนโลยี e-Payment เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องความรวดเร็ว สะดวกสบาย แก้ปัญหาการเตรียมเงินสดมาไม่พอเติม ตอบรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ผู้ใช้มีความกังวลเรื่องสุขอนามัยในการสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมการสร้างสังคมไร้เงินสดของประเทศในระยะยาว ด้านนางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่กำลังสร้างความตื่นตัวด้านสุขภาพในวงกว้าง ทรูมันนี่ ในฐานะผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีอย่างเรื่องของอีวอลเล็ทมาอำนวยความ สะดวกและลดความกังวลของผู้ใช้บริการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า MRT ที่ยังคงมีความจำเป็นต้องเดินทาง ดังนั้นจึงได้ทำงานร่วมกับทีมงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) อย่างใกล้ชิด ในการเร่งเปิดให้บริการเติมเงินบัตร MRT และ MRT Plus ผ่านแอปฯ
TrueMoney Wallet เพื่อลดความเสี่ยงให้ทั้งผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่จากการสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ
รวมถึงเงินสด และสนับสนุนการรณรงค์เว้นระยะห่างทางสังคม(Social Distancing) นอกจากการเติมเงินบัตรโดยสาร MRT และ MRT Plus ผ่านแอปฯ ในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีแผนขยายความร่วมมือไปในส่วนของการชำรเงินค่าจอดอาคารจอดแล้วจร ตลอดจนร้านค้าตามสถานีต่าง ๆ ใน Metro Mall เริ่มจากประเภทที่ได้รับการอนุญาตให้ยังคงเปิดบริการ อาทิ ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบบ Take-Home ให้ลูกค้าสามารถแตะ สแกน จ่ายเงิน หรือเติมเงินมือถือ หรือจ่ายบิลต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้วยเช่นกัน…

พบยอดติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกทะลุ 2.25 ล้าน เสียชีวิต 1.54 แสนราย

พบยอดติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้จำนวนผู้ติดไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกยอดทะลุ 2,250, 751 ราย เสียชีวิตแล้ว 154,261 ราย

พบยอดติดเชื้อโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ Worldometer รายงานข้อมูลที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า

ขณะนี้จำนวนผู้ติดไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกยอดทะลุ 2,250, 751 ราย เสียชีวิตแล้ว 154,261 ราย และมีผู้ที่รักษาหายแล้วจำนวน 571,145 รายโดยสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมจำนวน 710,021 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 37,158 ราย ทั้งนี้ สหรัฐติดอันดับ1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต สเปน มีผู้ติดเชื้อ 190,839 ราย เสียชีวิต 20,002 ราย และอันดับ 3 คือ อิตาลี มีผู้ติดเชื้อสะสม 172,434 ราย เสียชีวิต 22,745 ราย ฝรั่งเศส ผู้ติดเชื้อ 147,969 ราย ผู้เสียชีวิต 18,681 ราย และเยอรมัน ผู้ติดเชื้อ 141,397 ราย เสียชีวิต 4,352 ราย

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI “ซื้อ” หลังมองแนวโน้มกำไรในไตรมาส

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI จากเริ่มโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบทวิเคราะห์บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI โดยมีนักวิเคราะห์หลายแห่งกำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” หลังมองแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1/63 จะยังสามารถทำได้ดีระดับ 700-800 ล้านบาท จากเริ่มโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี

แต่ในส่วนของการขายได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขายได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ORI ยังมียอดขายรอโอน (Backlog) รองรับรายได้ในระดับสูง และมีการกระจายพอร์ตธุรกิจไปรุกตลาดแนวราบ และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น ทำให้มองว่าหากสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายจะเป็นผลบวกต่อการฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนของราคาหุ้น ORI หลังจากปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากก่อนหน้านี้ และแม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้วในระยะสั้น แต่มองว่าราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อยู่ ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดการณ์แนวโน้มกำไร ORI ในไตรมาส 1/63 จะออกมาในระดับ 700-800 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาส 4/62 และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงมาก ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ และผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม กำไรในช่วงดังกล่าวนับว่าอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากยังมีการโอนโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เข้ามาในช่วงต้นปี 2 โครงการ และโอนโครงการแนวราบเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรพิเศษที่มาจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุนเข้ามาเสริม ส่วนแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/63 ยังมีความท้าทายค่อนข้างมาก เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ทำให้จะเห็นผลกระทบมากขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ แต่หากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายในไตรมาส 2 นี้ มองว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของตลาดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของผลงานของบริษัท ขณะที่ภาพรวมของกำไรในปีนี้มองว่าจะเห็นการปรับตัวลงจากปีก่อนค่อนข้างมากราว 33% มาอยู่ที่กว่า 2 พันล้านบาท แต่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมากสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้วก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้หลังจากนี้ ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มองว่า ราคาหุ้น ORI ได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา รับปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ มาจากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1/63 ที่น่าจะอยู่ในระดับที่ดีกว่า 700 ล้านบาท จากการโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าการขายอาจจะมีการชะลอตัวไปบ้างจากปัจจัยของภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อ และผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมการขายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ORI ยังมีปัจจัยหนุนจากการเปิดกว้างรับพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการ ทำให้ลดความเสี่ยงในการลงทุนลง และใช้เงินลงทุนน้อยลงเมื่อเทียบกับลงทุนพัฒนาเอง พร้อมกับแผนการรุกตลาดแนวราบมากขึ้น ช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะกลาง-ยาว

ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 33 ราย ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ยอดรวมผู้เสียชีวิต 2551 คน

ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งสิ้น 2,551 คน จากทั้งหมดรวม 68 จังหวัด

ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศล่าสุดวันนี้(12เม.ย.63) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่มขึ้น 33 คน ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งสิ้น 2,551 คน จากทั้งหมดรวม 68 จังหวัด จำนวนผู้ป่วยที่กลับบ้านได้แล้ว รวมทั้งสิ้น1,218 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 คน รวมเป็นผู้เสียชีวิตสะสม 38 คน
โดยผู้เสียชีวิตรายที่ 1 เป็นชายไทยอายุ 74 ปี ป่วยเป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย
สาเหตุของการรับเชื้อมาจากเดินทางไปตลาดนัด และคนในบ้านมีการอยู่รวมกลุ่มกัน เริ่มมีอาการไข้ตั้งแต่ 1 เม.ย. แต่เข้ามารับการรักษาตัวที่ รพ.ในจ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 เม.ย. มีอาการไข้สูงและถ่ายเป็นสีดำ ผู้ป่วยอาการเริ่มแย่ลงและเสียชีวิตเมื่อ 11 เม.ย.
ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 65 ปี ป่วยเป็นไข้สูง มีการเดินทางไปเยี่ยมญาติใน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 20-26 มี.ค. จากนั้นมีไข้ในวันที่ 27-31 มี.ค.มารับยาที่ รพ.แล้วกลับบ้าน หลังจากนั้นกลับมา รพ.อีกครั้ง แต่อาการหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยอาการแย่ลง และเสียชีวิตในวันที่ 11 เม.ย.
ส่วนผู้เสียชิวิตรายที่ 3 เป็นชายไทย อายุ 44 ปี ถูกส่งตัวต่อมาจาก รพ.เอกชนตั้งแต่ 28 มี.ค. และอาการหนักมาตั้งแต่แรกรับ ต้องใช้ยาหลายขนานเพื่อดูแลทุกระบบของร่างกาย แต่ผู้ป่วยอวัยวะภายในล้มเหลว ต้องล้างไตหลายครั้ง และเสียชีวิตล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100 ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100 เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และคาดว่าเม็ดเงินภาครัฐจะช่วยหนุนให้การลงทุนในประเทศรวมทั้งตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100

ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และทำให้ธุรกิจในประเทศไทยชะลอตัวอย่างหนัก ทำให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่1-2 และ 3 เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และคาดว่าเม็ดเงินภาครัฐจะช่วยหนุนให้การลงทุนในประเทศรวมทั้งตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง

เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงอย่างมากโดยเห็นได้จากดัชนี SET ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 อยู่ที่ระดับ 1579.84 จุด อ่อนตัวมาอยู่ที่ระดับ 1087.82 จุด ณ วันที่ 31 มี.ค.63 ลดลง 492.02 จุด หรือลดลง 45.22% เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นอย่างหนักและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงหนักและบางตัวลงแรงเกินพื้นฐานธุรกิจ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ยังคงมีความผันผวนสูงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ความหวังหลักจึงอยู่ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อีกทั้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นเม็ดเงินลงทุนจากต่าง ชาติเริ่มมีกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยหลังจากที่ตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิกว่า 121,000 ล้านบาท จึงมองเป็นสัญญาณบวก ซึ่งหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 คาดว่าอาจเห็นดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,350 จุดได้ภายในปีนี้ จากสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงและการคาดหวังการฟื้นตัวของกำไรในปีหน้า โดยจากการสำรวจข้อมูลกลุ่ม SET100 ในช่วง 3 เดือนพบว่ามีหุ้น 3 รายที่ปรับตัวแข็งแกร่งและบวกสวนภาวะตลาดในภาวะโควิด-19 ระบาดหนักได้อย่างสดใสนั้นก็คือ STA,TU และ TQM ดังตาราประกอบโดยบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนปรับตัวขึ้น 10% จากยืนที่ระดับ 10 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 บวกไป 1.00 บาท มาอยู่ที่ระดับ 11.00 บาท ณ วันที่ 31 ม.ค.63 เนื่องจากธุรกิจถุงมือยางได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดและเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานปี 2563 บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA ทั้งนี้จากข่าวใน Bloomberg ว่า ธุรกิจถุงมือยางโลกกำลังขาดสต๊อกเพราะมาเลเซียประกาศ LOCK DOWN เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน (18 มี.ค. – 14 เม.ย.) ทำให้โรงงานถุงมือในมาเลเซียขาดคนงานและมีอัตราการใช้กำลังผลิตได้เพียง 50% ตอนนี้คำสั่งซื้อต้องรอคิวการส่งมอบนานถึง 4 เดือน ดังนั้นจึงคาดว่าโรงงานถุงมือยางในไทยจะได้รับประโยชน์ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตใหญ่อันดับสองรองจากมาเลเซีย และไทยมีจุดเด่นคือแหล่งวัตถุดิบน้ำยางข้นเป็นของตนเอง ส่วนคู่แข่งอีกรายคือจีนคงต้องเร่งผลิตเพื่อใช้เองมากกว่า สำหรับ STA มีบริษัทย่อยคือ STGT มีส่วนแบ่งตลาดถุงมือยางโลก 7% และยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องใน 5 ปีข้างหน้ารวม 83% จึงคาดว่า STGT จะมีทั้งปริมาณขายเพิ่ม และโอกาสในการปรับราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นและกำไรเติบโต

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลาดช่าวงเช้า

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลงแรงมากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดช่วงเช้า โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,065.67 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,042.79 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลงแรงมากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค มองว่ามาจากการประกาศสั่งปิดห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้อง และส่งผลทำให้พนักงานและลูกจ้างมีการหยุดงาน กระทบกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้รายได้ของบริษัทลดลงไป

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยกดดันมาจากราคาน้ำมันที่มีทิศทางลดลง หลังจากที่กระทรวงพลังงานสหรัฐฯเข้าซื้อน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกจากน้ำมัน (โอเปก) ยังไม่มีท่าทีในการที่จะกลับมาเจรจาเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ชัดเจนอีกครั้ง ทำให้ไม่มีปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน และ sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศยังไม่ค่อยดี โดยเฉพาะดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวลดลงมากในช่วงเช้านี้ จากความกังวลมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ของสหรัฐฯที่อาจจะออกมาล่าช้า

แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายณัฐชาต คาดว่า ตลาดฯจะยังได้รับแรงกดดันจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ และทิศทางของราคาน้ำมันที่ยังคงได้รับแรงกดดัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยดู underperform มากกว่าตลาดภูมิภาค…

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) รูด 13% หลังครบ สั่งปิดโรงหนัง 14วัน สกัดโควิด-19 ระบาดหนัก!!!

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สั่งปิดหลังโควิด-19ระบาดหนัก!!

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

โดยวันนี้(17มี.ค.63) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลจะไม่มีการปิดเมือง

ปิดประเทศ หรือห้ามการเข้า-ออกโดยสมบูรณ์ แต่จะใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่เข้าสู่การระบาดในระยะที่ 3 แต่ว่ามีแนวโน้มการแพร่กระจายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.วันนี้เห็นชอบมาตรการ 6 ด้านเพื่อลดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้แก่ มาตรการด้านสาธารณสุข ,มาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ,มาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ,มาตรการด้านข้อมูล การสื่อสารข้อมูลค่าง ๆ ของรัฐบาล , มาตรการด้านต่างประเทศมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และมาตรการด้านมาตรการป้องกัน ลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งรวมถึงโรงภาพยนตร์ โดยให้ปิดชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน โดยให้ปิดชั่วคราวตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้านบล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อบมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) เนื่องจากรายได้ราว 70% มาจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ (ซึ่งรวมไปถึงโฆษณาในโรงภาพยนตร์ด้วย) ในภาพระยะสั้น MAJOR จะได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยลบดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในระยะใดระยะสั้น MAJOR จะได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยลบดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในระยะใดระยะหนึ่งเพียงเท่านั้น หากประเด็นโควิด-19 ผ่านพ้นไป บริษัทจะฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติได้

ขาดทุนหนัก  บริษัทยักษ์ใหญ บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผลกระทบจากโควิด-19

ขาดทุนหนัก  บริษัทยักษ์ใหญ

ขาดทุนหนัก  บริษัทยักษ์ใหญ ผลกระทบจากโควิด-19

ขาดทุนหนัก บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า บริษัทรับรายได้ปีนี้จะลดลง 12%จากปีก่อนที่บริษัทมีรายได้ 3,956.17 ล้านบาท

หลังคาดการณ์ปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานปีนี้จะลดลงราว 15% มาที่ 5,200 ล้านลิตร จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 1-2% โดยปีก่อนที่มีปริมาณการเติมน้ำมันที่ 6,139 ล้านลิตร เนื่องจากต้นปีนี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบถึงจำนวนเที่ยวบินให้ลดลง 40% และจำนวนผู้โดยสารลดลง 60% “คาดการณ์ที่เราให้ไว้นี้เป็นมุมมองที่ดูภาพรวมทั้งปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ต่างๆสามารถจบได้

รวดเร็วกว่าที่คาดผลประกอบการก็จะดีกว่าที่คาดไว้ โดย โดยเบื้องต้นคาดว่าจะจบลงในช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งในปีนี้นอกจากการขยายการลงทุนใหม่ๆแล้ว เราก็ยังเน้นการบริหารจัดการต้นทุนที่ดียิ่งขึ้น และตัดค่าใช้จ่ายที่ที่ไม่จำเป็นออก”นายประกอบเกียรติ กล่าว ขณะที่ล่าสุดบริษัทได้ตั้ง บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันได้มีการเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้บ้าง หากผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ไม่กระทบการเดินทบการเดินทางเพื่อตรวจสอบโครงการ ในส่วนของ บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยถือหุ้นในสัดส่วน 90% ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรที่มีนวัตกรรมในการพัฒนาและออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเข้ามาช่วยพัฒนาระเติมน้ำมันอากาศยานให้กับบริษัท รวมทั้งเพื่อจะประกอบและจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศทั่วภูมิภาค คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้เช่นกัน สำหรับโครงการวางระบบบริการเติมน้ำมันอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการประมูล ซึ่งบริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ราว 1,000 ล้านบาทรองรับการก่อสร้าง ซึ่งแหล่งเงินทุนมาจากการออกหุ้นกู้มูลค่าราว 1,000 ล้านบาท และบางส่วนมาจากเงินสดที่มีในบริษัท นอกจากนี้ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด ที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 75% คาดว่าจะการก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน เฟส 2 จังหวัดพิจิตร-จังหวัดลำปาง จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 63 ก่อนที่จะเปิดให้บริการในปี 64 และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีในปี 65 ซึ่งจะส่งผลให้มีสัดส่วนรายได้จากการขนส่งน้ำมันทางท่อเป็น 30% จากปีนี้ 20% นาปยระกอบเกียรติ กล่าวอีกว่า บริษัทได้วางแผนยุทธศาสตร์การเติบโตในช่วงระยะเวลา 5 ปี (64-68) ข้างหน้า บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นๆ 50% และมีรายได้จากธุรกิจให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน 50% เพื่อที่จะเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจเพียงธุรกิจเดียว