ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย เป็นเหตุ เลื่อนประชุมโอเปก 9 เม.ย นี้

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย 

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังโยนความผิดกันไปมาทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย หรือที่เรียกว่า

โอเปกพลัส ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมที่เดิมจะมีขึ้นในวันจันทร์นี้ไปเป็นวันที่ 9 เม.ย. เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังโยนความผิดกันไปมาว่าฝ่ายใดเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวได้ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า บรรยากาศในการเจรจานั้นยังค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดี เพียงแค่ยังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับระดับที่จะใช้อ้างอิงในการปรับลดการผลิต โดยแหล่งข่าวระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้อยู่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายควรปรับลดการผลิตโดยอ้างอิงกับระดับการผลิตในปัจจุบัน หรือระดับการผลิตก่อนที่จะเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปีเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังความต้องการน้ำมันร่วงลงจากการที่หลาย ๆ ประเทศได้ประกาศล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ประกอบกับการที่โอเปกและประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย ไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการขยายข้อตกลงปรับลดการผลิตซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดการประชุมออนไลน์ระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)และประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย หรือที่เรียกว่า โอเปกพลัส และอาจรวมถึงชาติผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เรียกร้องให้ร่วมมือกันปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อยุติสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงเป็นประวัติการณ์
แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมที่กำหนดการเดิมจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะเปิดให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกพลัสสามารถเข้าร่วมการประชุมได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าชาติใดจะเข้าร่วมทางด้านซาอุดีอาระเบียประกาศชัดเจนว่าพร้อมปรับลดกำลังการผลิต ถ้าประเทศต่าง ๆ รวมถึงสหรัฐ จะยอมแบกรับภาระบางส่วน พร้อมระบุว่าต้องการข้อตกลงที่ยุติธรรม ด้านหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆจะหารือเรื่องการปรับลดการผลิตน้ำมันอย่างน้อย 6 ล้านบาร์เรลต่อวันในการประชุมทางไกลที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะมีมติปรับลดกำลังการผลิต แต่ก็อาจไม่สามารถหนุนราคาน้ำมันได้มากนัก เนื่องจากตลาดยังคงถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกประสบกับภาวะถดถอย และกระทบอุปสงค์น้ำมัน ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และมกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขาคาดว่า ทั้งสองประเทศอาจปรับลดกำลังการผลิตลงราว 10 ล้านบาร์เรล หรืออาจมากถึง 15 ล้านบาร์เรล เพื่อรักษาเสถียรภาาพของตลาด…

มีเฮ BJCHI บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส

มีเฮ BJCHI

มีเฮ BJCHI  เนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น

มีเฮ BJCHI

นายหยัง เจิน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI เปิดเผยว่า บริษัทฯชนะการประมูลงานในโครงการ Koodaideriซึ่งเป็นงานประกอบ

และแปรรูปกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และงานเพิ่มในอุตสาหกรรมก๊าซในโครงการ Santos ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส มูลค่ารวมกันกว่า 880 ล้านบาท โดยงานดังกล่าวจะทยอยรับรู้ต่อเนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นแตะ 3,900 ล้านบาท“ปัจจุบัน BJCHI มีงานในมือที่รองรับรายได้ในปี 2563-2564 หลังจากที่มีการรับงานใหม่เพิ่มเติมจากโครงการเหมืองแร่ที่ออสเตรเลีย และปีนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย บราซิล ขณะที่การเกิดระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ประเทศจีน บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลับเป็นผลดีเนื่องจากมีลูกค้าจากต่างประเทศที่เคยเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการจีน หันมาให้ความสนใจ และติดต่อเข้ามายังบริษัทมากขึ้น ดังนั้น จึงคาดหวังว่าจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย” หยัง เจิน ลี อย่างไรก็ตามท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว แต่บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการในปี 2563จะพื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากมีปริมาณงานที่รอรับรู้รายได้ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่ มูลค่า 17,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการประมูลงานใหม่เพิ่มเติมในโครงการในอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ในอนาคตอันใกล้นี้ อนึ่ง ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 47.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 231.2 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมเท่ากับ 2,073.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวมอยู่ที่ 943.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% ปัจจัยที่ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซ และเหมืองแร่ที่ฟื้นตัว ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ส่งผลให้มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง…

การกำกับทุนนิยมสอดแนม สอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การกำกับทุนนิยมสอดแนม การสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่เพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถทำได้

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การสอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์มาเป็นระยะเวลายาวนานโดยนักสิทธิมนุษยชน

และมีการตรากฎหมายและตีความกฎหมายเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดอำนาจในการใช้มาตรการเฝ้าระวังหรือสอดแนมข้อมูลของปัจเจกชนโดยรัฐ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกที่ให้คุณค่าของความเป็นส่วนตัวมากกว่าในสังคมตะวันออก แต่ในปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่าการสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่ได้มีเพียงแต่รัฐเท่านั้นที่สามารถกระทำได้ ในความเป็นจริงกลับพบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจจะเป็นผู้ที่มีและครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของเรามากกว่าหน่วยงานของรัฐเสียอีก และประการสำคัญบริษัทเหล่านี้ไม่ถูกจำกัดความสามารถ (อำนาจ) ภายใต้เขตแดนแห่งรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น โดยนักวิชาการท่านหนึ่งที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างเข้มข้น คือ Shoshana Zuboff (HarvardBusiness School) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power(2019) โดยเธอกล่าวว่า “Surveillance Capitalism” หรือ “ทุนนิยมจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ทุนนิยม สอดแนม” (ปรีดี บุญซื่อ) เป็นพฤติกรรมของบริษัทเทคโลยีขนาดใหญ่ที่แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก “พฤติกรรมส่วนเกิน” (Behavioral surplus) ของผู้ใช้บริการชั้นต้นแบบให้เปล่าของบริษัทเทคโนโลยี อาทิ Google Search, YouTube หรือ Facebook เป็นต้น Shoshana Zuboff เห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือพฤติกรรมของผู้ใช้บริการเปรียบเสมือน “วัตถุดิบ” (Raw material) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ถูกป้อนเข้าไปในเครื่องจักอัจฉริยะและถูกประมวลผลออกมาเป็น “พฤติกรรมการบริโภคในอนาคต” (Prediction products) ซึ่งผลผลิตในอนาคตนี้จะถูกซื้อขายใน “ตลาดซื้อขายพฤติกรรมล่วงหน้า”(Behavioral futures markets) โดยลูกค้าหรือผู้บริโภคที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้คือบริษัทโฆษณาต่าง ๆ หรือเจ้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคในอนาคตนั้น ดังนั้น ยิ่งบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคจาก การที่เราเข้าใช้บริการให้เปล่าต่าง ๆ มากเท่าไหร่ จำนวนข้อมูลที่มากขึ้นก็จะทำให้บริษัทสามารถคาดการณ์พฤติกรรมการบริโภคในอนาคตของเรา ๆท่าน ๆ ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ๆ “Targeted advertising” จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ ทำให้สามารถคัดเลือกกลุ่มผู้ชมสำหรับโฆษณาต่าง ๆ สามารถสร้างกรอบรูปแบบการบริโภค หรือแม้แต่กำหนดและชี้นำความต้องการในการบริโภคได้เลยทีเดียว  ซึ่งแนวโน้มการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้ใช้บริการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google, Facebook, Amazon, Apple หรือ Samsung จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการบริโภคทั้งจากข้อมูลการพิมพ์ค้นหา การใช้สัญลักษณ์ในการสื่ออารมณ์ การระบุพิกัด การใช้เทคโนโลยีเสียง (Voice assistance) หรือจากภาพถ่ายหรือภาพวิดีโอ หรือจากการจดจำใบหน้า (สมาร์ททีวีบางรุ่นมีระบบกล้องวิดีโอบันทึกภาพและเสียงผู้ใช้งาน) เป็นต้น การเข้าถึงพฤติกรรมและข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้ความสามารถในการสอดส่องคาดการณ์ และพยากรณ์ “พฤติกรรมของผู้ใช้บริการ” มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนมีการกล่าวว่าบริษัทเหล่านี้อาจรู้ความต้องการของเรามากกว่าตัวเราเสียอีก หรือแม้แต่รู้จักเราดีกว่าคนในครอบครัวเป็นต้น…

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวตลอด

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล

ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ในเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งมีผลในเย็นวันนี้ นั้นถือเป็นข้อกำหนดฉบับที่ 2 ในการประกาศตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมา ก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ “นายกฯไม่อยากใช้ยาแรงหากได้รับความร่วมมือกับประชาชน โดยเฉพาะการเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด อย่าออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น โดยให้ทำงานที่บ้าน และแม้จะอยู่บ้านแล้ว ก็ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่รณรงค์กันในขณะนี้ เพราะนายกฯห่วงใยประชาชน อย่างจริงใจโดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่” นางนฤมลกล่าว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เข้าใจดีว่ายังมีความจำเป็นสำหรับบุคคลบางกลุ่มที่ยังจะต้องออกมาทำงานในช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว โดยเฉพาะผู้ปฎิบัติงานทางด้านการแพทย์การธนาคาร ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ หนังสือพิมพ์ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุภัณฑ์ หรือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ เพียงแต่ว่ากลุ่มคน เหล่านี้ต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ถึงความจำเป็นในการเดินทาง ส่วนคนที่เจ็บป่วยก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่มีเหตุจำเป็นแต่ยังออกจากเคหะสถาน ก็มีโทษตามที่กำหนดไว้…

ศรีสุวรรณ แถลงที่รัฐสภาว่าจะเปิดพื้นที่หน้าที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อจำหน่ายไข่ไก่สด

ศรีสุวรรณ

ศรีสุวรรณ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 แม้จะมีมาตรการป้องกันแต่ก็เป็นการขัดต่อข้อกำหนด

ศรีสุวรรณ

เนื่องจากอาจจะทำให้ประชาชนแห่แหนกันไปซื้อไข่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 แม้จะมีมาตรการป้องกันแต่ก็เป็นการขัดต่อข้อกำหนด 16 ข้อของนายกรัฐมนตรีที่สั่งห้ามการชุมนุม

ห้ามการเดินทางข้ามเขต ห้ามกักตุนสินค้า ฯลฯ
อีกทั้งพรรคพลังประชารัฐ มิได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่มีใบอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าและบริการได้ซึ่งหากจะอ้างว่าเป็นการหารายได้เข้าพรรคตาม ม.62 แห่ง พรป.พรรคการเมือง 2560 ก็มิอาจอ้างได้เพราะมิได้ขออนุญาตจาก กกต.เสียก่อน รวมทั้งการนำไข่ออกมาจำหน่ายเกินกว่าราคาควบคุมที่ 2.80 บ. เป็นการทำให้กลไกการตลาดของไข่เปลี่ยนแปลงไปจากการควบคุมของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหาย และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
อันเป็นการกระทำต้องห้ามตาม ม.44 และ ม.45 แห่ง พรป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจมีความผิดตาม ม.114 และ ม.115 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงไม่มีหน้าที่จะนำไข่จากนครสวรรค์เดินทางมาตั้งโต๊ะจำหน่ายให้ประชาชนทำลายกลไกการตลาด ณ ด้านหน้าที่ทำการพรรคได้ หากฝ่าฝืนหรือต้องการทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเพราะถือว่าเป็นพรรคของรัฐบาล สมาคมฯก็จะขอพิสูจน์อำนาจของนายกรัฐมนตรีว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องหรือพรรคการเมืองฝั่งตนหรือไม่ และในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.63 ไปเจอกันที่ กกต. ได้เลย นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด…

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลาดช่าวงเช้า

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลงแรงมากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค

หลักทรัพย์ การตลาดการซื้อขายหุ้น

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดช่วงเช้า โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,065.67 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,042.79 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลงแรงมากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค มองว่ามาจากการประกาศสั่งปิดห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้อง และส่งผลทำให้พนักงานและลูกจ้างมีการหยุดงาน กระทบกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้รายได้ของบริษัทลดลงไป

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยกดดันมาจากราคาน้ำมันที่มีทิศทางลดลง หลังจากที่กระทรวงพลังงานสหรัฐฯเข้าซื้อน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกจากน้ำมัน (โอเปก) ยังไม่มีท่าทีในการที่จะกลับมาเจรจาเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ชัดเจนอีกครั้ง ทำให้ไม่มีปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน และ sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศยังไม่ค่อยดี โดยเฉพาะดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวลดลงมากในช่วงเช้านี้ จากความกังวลมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ของสหรัฐฯที่อาจจะออกมาล่าช้า

แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายณัฐชาต คาดว่า ตลาดฯจะยังได้รับแรงกดดันจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ และทิศทางของราคาน้ำมันที่ยังคงได้รับแรงกดดัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยดู underperform มากกว่าตลาดภูมิภาค…

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน รพ.รามา ซื้อเครื่องมือช่วยเหลือ ผู้ป่วยโควิด-19

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน การช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 รองรับผู้ป่วย

GULFได้มอบเงิน 20 ลบ.เพื่อสนันสนุน

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี

ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากัลฟ์ได้มุ่งดำเนินโครงการด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง สำหรับในโอกาสนี้บริษัทฯ ตระหนักถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเยอะ จึงขอมอบเงินสนับสนุนจำนวน 20 ล้านเพื่อให้ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เพื่อรองรับและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตผู้ป่วย COVID-19 รวมถึงยังสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจต่อไปได้อีกด้วย ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะนี้ ก็ทำให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต้องเร่งเตรียมการในการรักษาผู้ป่วยขั้นรุนแรง ซึ่งอาจจะมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเครื่อง ECMO และเครื่องช่วยหายใจ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ “ผู้ป่วยร้อยละ 85 มีอาการน้อย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่เรากังวลกลุ่มร้อยละ 15 ที่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีอาการรุนแรง ลุกลามอย่างรวดเร็ว ปอดอักเสบ ต้องช่วยการหายใจด้วยอุปกรณ์พิเศษอย่างเครื่อง ECMO ที่ทำหน้าที่เหมือนปอดและหัวใจเทียม สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยยังเป็น Golden Period ที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มาก แต่เริ่มเพิ่มขึ้น สถานการณ์ยังเป็นไปได้สองทางคือ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบในสิงคโปร์ หรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ อิตาลี อิหร่าน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์หวังว่าจะเป็นแบบที่ 2 เพื่อที่บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะยังมีเพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย ซึ่งการป้องกันนั้นย่อมสำคัญกว่าการรักษา ยิ่งยังไม่มีวัคซีน เราจึงขอให้ทุกคนร่วมกันดูแลตัวเอง เพื่อที่จะได้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” รศ. ดร. พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ หัวหน้าภาควิชาออร์โธปิดิกส์ อนึ่ง เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (เครื่อง ECMO) ใช้เพื่อประคับประคองเพื่อรอให้อวัยวะกลับมาทำงานเป็นปกติ เช่น ภาวะการหายใจล้มเหลวจากการติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ปอด รวมถึงประคับประคองระหว่างรอการปลูกถ่ายหัวใจหรือปอด นับเป็นอีกนวัตกรรมทางแพทย์ที่ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาล…

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ได้ผลบวดราคาน้ำมันดิบลงแรงซื้อเก็งกำไรเป้า 2.5 บ.

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาต่ำเกินพื้นเกินพื้นฐานสะท้อนผลประกอบการที่จะมีผลการดำเนินงานขาดทุน

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(10มี.ค.63) ว่า บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC แม้การปรับลงครั้งนี้สะท้อนผลประกอบการที่จะมีผลการดำเนินงานขาดทุนในไตรมาส1/63 และยังมีแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังไม่สดใสก็ตาม แต่เราเชื่อว่าราคาหุ้นปรับลงมาลึกเกินพื้นฐานมากเกินไป
การปรับลดราคาขายน้ำมันดิบของซาอุฯ จะส่งผลดีต่อ IRPC โดยตรงเพราะ IRPC ใช้น้ำมันดิบ Arab light ในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมี ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นและ Margin ของปิโตรเคมีอีกขึ้นราว 6 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่อย่างไรก็ตามบริษัทจะได้มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเหมือนโรงกลั่นทุกโรงและจะเกิดขึ้นเพียงไตรมาสนี้ไตรมาสเดียวปัจจุบันเทรด P/BV ปีนี้ที่ระดับ -4SD หรือต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีปัจจุบันที่ประมาณ 3.5 บาท/หุ้น ราคาถูก หากเทียบกับราคาของต้นทุนการถือครองของผู้ถือหุ้นใหหญ่(ปตท.) ที่ประมาณ 4.12 บาท/หุ้น

 …

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) รูด 13% หลังครบ สั่งปิดโรงหนัง 14วัน สกัดโควิด-19 ระบาดหนัก!!!

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สั่งปิดหลังโควิด-19ระบาดหนัก!!

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

โดยวันนี้(17มี.ค.63) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลจะไม่มีการปิดเมือง

ปิดประเทศ หรือห้ามการเข้า-ออกโดยสมบูรณ์ แต่จะใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่เข้าสู่การระบาดในระยะที่ 3 แต่ว่ามีแนวโน้มการแพร่กระจายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.วันนี้เห็นชอบมาตรการ 6 ด้านเพื่อลดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้แก่ มาตรการด้านสาธารณสุข ,มาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ,มาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ,มาตรการด้านข้อมูล การสื่อสารข้อมูลค่าง ๆ ของรัฐบาล , มาตรการด้านต่างประเทศมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และมาตรการด้านมาตรการป้องกัน ลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งรวมถึงโรงภาพยนตร์ โดยให้ปิดชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน โดยให้ปิดชั่วคราวตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้านบล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อบมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) เนื่องจากรายได้ราว 70% มาจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ (ซึ่งรวมไปถึงโฆษณาในโรงภาพยนตร์ด้วย) ในภาพระยะสั้น MAJOR จะได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยลบดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในระยะใดระยะสั้น MAJOR จะได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยลบดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในระยะใดระยะหนึ่งเพียงเท่านั้น หากประเด็นโควิด-19 ผ่านพ้นไป บริษัทจะฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติได้…

บริษัท PTTGC หลังบริษัทประกาศจ่ายปันผลจากกำไรสะสม เป็นอัตราเงินสด 1 บาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD

บริษัท PTTGC

บริษัท PTTGC จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตคาดว่าค่าการกลั่นของโรงกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

บริษัท PTTGC

โดยนักวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTGC ให้ราคาเป้าหมาย 75 บาท คาดว่าผลประกอบการของ PTTGC จะออกจากจุดต่ำสุดในไตร 2/62

โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นที่แข็งแกร่งและการมีส่วนร่วมมากขึ้น จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต PTTGC คาดว่าค่าการกลั่นของโรงกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการควบคุม IMO เพื่อผลักดัน demand ของเชื้อเพลิงดีเซลในขณะที่ธุรกิจ PE และธุรกิจอะโรเมติกส์คาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อย ส่วนนักวิเคราะห์ บล. คทีซีมิโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “Outperform” PTTGC ราคาเป้าหมาย 67 บาท/หุ้น คาดปี 2562 เป็นปีที่ยากลำบากของ PTTGC โดยผลการดำเนินงานอ่อนแอในครึ่งแรกปี 2562 และคาดแนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องไปในครึ่งหลังปี 2562 จากความอ่อนแอของสเปรดผลิตภัณฑ์จากปัจจัยสงครามการค้าที่ยังยืดเเยื้อ และความเป็นไปได้ในการสูญเสียประโยชน์จากมาตรการ IMO จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นของบริษัทในช่วงไตรมาส 4/62 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบต่าง ๆ ได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นพอสมควรแล้ว ซึ่งคาดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้นเริ่มจำกัด และโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัท ที่คาดจะเป็นกันชนหลักให้กับราคาหุ้น อีกทั้งหากมองไปในปี 2563 ที่คาดโมเมนตัมเชิงบวกของกำไรจะกลับมาในปีดังกล่าว หนุนจากปริมาณการขายที่สูงขึ้นเป็นหลัก และคาดการณ์อัตราเงินปันผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราเฉลี่ย 4-5% ต่อปี…