ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 33 ราย ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ยอดรวมผู้เสียชีวิต 2551 คน

ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งสิ้น 2,551 คน จากทั้งหมดรวม 68 จังหวัด

ศบค ได้แถลงข่าวคนไทยติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศล่าสุดวันนี้(12เม.ย.63) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่มขึ้น 33 คน ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งสิ้น 2,551 คน จากทั้งหมดรวม 68 จังหวัด จำนวนผู้ป่วยที่กลับบ้านได้แล้ว รวมทั้งสิ้น1,218 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 คน รวมเป็นผู้เสียชีวิตสะสม 38 คน
โดยผู้เสียชีวิตรายที่ 1 เป็นชายไทยอายุ 74 ปี ป่วยเป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย
สาเหตุของการรับเชื้อมาจากเดินทางไปตลาดนัด และคนในบ้านมีการอยู่รวมกลุ่มกัน เริ่มมีอาการไข้ตั้งแต่ 1 เม.ย. แต่เข้ามารับการรักษาตัวที่ รพ.ในจ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 เม.ย. มีอาการไข้สูงและถ่ายเป็นสีดำ ผู้ป่วยอาการเริ่มแย่ลงและเสียชีวิตเมื่อ 11 เม.ย.
ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 65 ปี ป่วยเป็นไข้สูง มีการเดินทางไปเยี่ยมญาติใน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 20-26 มี.ค. จากนั้นมีไข้ในวันที่ 27-31 มี.ค.มารับยาที่ รพ.แล้วกลับบ้าน หลังจากนั้นกลับมา รพ.อีกครั้ง แต่อาการหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยอาการแย่ลง และเสียชีวิตในวันที่ 11 เม.ย.
ส่วนผู้เสียชิวิตรายที่ 3 เป็นชายไทย อายุ 44 ปี ถูกส่งตัวต่อมาจาก รพ.เอกชนตั้งแต่ 28 มี.ค. และอาการหนักมาตั้งแต่แรกรับ ต้องใช้ยาหลายขนานเพื่อดูแลทุกระบบของร่างกาย แต่ผู้ป่วยอวัยวะภายในล้มเหลว ต้องล้างไตหลายครั้ง และเสียชีวิตล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้…

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100 ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100 เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และคาดว่าเม็ดเงินภาครัฐจะช่วยหนุนให้การลงทุนในประเทศรวมทั้งตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง

เปิด 3 รายชื้อหุ้น SET100

ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และทำให้ธุรกิจในประเทศไทยชะลอตัวอย่างหนัก ทำให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่1-2 และ 3 เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และคาดว่าเม็ดเงินภาครัฐจะช่วยหนุนให้การลงทุนในประเทศรวมทั้งตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง

เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงอย่างมากโดยเห็นได้จากดัชนี SET ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 อยู่ที่ระดับ 1579.84 จุด อ่อนตัวมาอยู่ที่ระดับ 1087.82 จุด ณ วันที่ 31 มี.ค.63 ลดลง 492.02 จุด หรือลดลง 45.22% เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นอย่างหนักและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงหนักและบางตัวลงแรงเกินพื้นฐานธุรกิจ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ยังคงมีความผันผวนสูงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ความหวังหลักจึงอยู่ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อีกทั้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นเม็ดเงินลงทุนจากต่าง ชาติเริ่มมีกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยหลังจากที่ตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิกว่า 121,000 ล้านบาท จึงมองเป็นสัญญาณบวก ซึ่งหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 คาดว่าอาจเห็นดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,350 จุดได้ภายในปีนี้ จากสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงและการคาดหวังการฟื้นตัวของกำไรในปีหน้า โดยจากการสำรวจข้อมูลกลุ่ม SET100 ในช่วง 3 เดือนพบว่ามีหุ้น 3 รายที่ปรับตัวแข็งแกร่งและบวกสวนภาวะตลาดในภาวะโควิด-19 ระบาดหนักได้อย่างสดใสนั้นก็คือ STA,TU และ TQM ดังตาราประกอบโดยบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนปรับตัวขึ้น 10% จากยืนที่ระดับ 10 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 บวกไป 1.00 บาท มาอยู่ที่ระดับ 11.00 บาท ณ วันที่ 31 ม.ค.63 เนื่องจากธุรกิจถุงมือยางได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดและเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานปี 2563 บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA ทั้งนี้จากข่าวใน Bloomberg ว่า ธุรกิจถุงมือยางโลกกำลังขาดสต๊อกเพราะมาเลเซียประกาศ LOCK DOWN เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน (18 มี.ค. – 14 เม.ย.) ทำให้โรงงานถุงมือในมาเลเซียขาดคนงานและมีอัตราการใช้กำลังผลิตได้เพียง 50% ตอนนี้คำสั่งซื้อต้องรอคิวการส่งมอบนานถึง 4 เดือน ดังนั้นจึงคาดว่าโรงงานถุงมือยางในไทยจะได้รับประโยชน์ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตใหญ่อันดับสองรองจากมาเลเซีย และไทยมีจุดเด่นคือแหล่งวัตถุดิบน้ำยางข้นเป็นของตนเอง ส่วนคู่แข่งอีกรายคือจีนคงต้องเร่งผลิตเพื่อใช้เองมากกว่า สำหรับ STA มีบริษัทย่อยคือ STGT มีส่วนแบ่งตลาดถุงมือยางโลก 7% และยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องใน 5 ปีข้างหน้ารวม 83% จึงคาดว่า STGT จะมีทั้งปริมาณขายเพิ่ม และโอกาสในการปรับราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นและกำไรเติบโต…

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย เพื่อเป็นการลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มิให้ขยายไปในวงกว้าง และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย

นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)หรือ TVO เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งประกาศห้ามการชุมนุมการทำกิจกรรม การมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค

เพื่อเป็นการลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มิให้ขยายไปในวงกว้าง และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ได้พิจารณาโดยคำนึงถึงสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุมและพนักงานทุกท่านมีมติให้เลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นออกไปไม่มีกำหนด โดยยกเลิกวันประชุมและวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ที่กำหนดไว้ในวันที่ 24 เมษายน 2563 แต่ยังคงวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (XM) ไว้ตามเดิมในวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำหรับ การเลื่อนวันประชุมดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผลโดยกำหนดจ่ายปันผลระหว่างกาลแทนการจ่ายปันผลประจำปี เพื่อลดผลกระทบต่อสิทธิในการรับเงินปันผลของผู้ถือหุ้นจากความไม่แน่นอนในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยจ่ายปันผลอัตราหุ้นละ 0.75 บาท ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามที่เคยเสนอไว้จากผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 6 เดือนหลังของปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 16 มีนาคม 2563 โดยมีกำหนดการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 การจ่ายปันผลระหว่างกาลครั้งนี้ เมื่อรวมกับปันผลระหว่างกาลที่มีการประกาศจ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ในอัตราหุ้นละ 0.70 บาท จะเป็นเงินปันผลระหว่างกาลรวมสำหรับปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 1.45 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะติดตามสถานการณ์การระบาดของของไวรัส COVID-19 อย่างใกล้ชิด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและเหมาะสม บริษัทจะจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นโดยเร็วต่อไป…

มีผู้สื่อข่าวออกมารายงาน JAS อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยข้อมูลระบบสารสนเทศ

มีผู้สื่อข่าวออกมารายงาน JAS

มีผู้สื่อข่าวออกมารายงาน JAS ให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด

มีผู้สื่อข่าวออกมารายงาน JAS

เปิดเผยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยระบุว่า ตามที่บริษัทกำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2563 นั้น

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID–19) ในประเทศไทย มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น และเริ่มกระจายในวงกว้างมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนพิจารณาความจำเป็นในการจัดกิจกรรม ที่มีลักษณะเป็นการรวมกลุ่มกัน ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นและกระจายสู่บุคคลทั่วไปได้โดยง่ายจากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น อนุมัติให้เลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ของบริษัทฯ ออกไปก่อน โดยยกเลิกวันประชุม และระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ได้กำหนดไว้เดิม ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2563
และให้ยกเลิกวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 (วัน Record Date)ที่ได้กำหนดไว้เดิม ในวันศุกร์ที่ 27มีนาคม 2563 โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มอบอำนาจให้ประธานคณะกรรมการบริษัท หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากประธานคณะกรรมการบริษัท เป็นผู้รับมอบอำนาจให้มีอำนาจในการกำหนดวัน และวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป พร้อมทั้งอนุมัติวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 (วัน Record Date)ใหม่ เป็นวันอังคารที่ 21 เมษายน 2563 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทฯทั้งหมดจำนวน 8,314,955,764 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 1.48 บาท (หนึ่งบาทสี่สิบแปดสตางค์) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น12,306,134,530.72 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 79.96 ของกำไรสุทธิสำหรับปี 2562 และเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปี 2562 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น รวมจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562คิดเป็นอัตรา 1.78 บาทต่อหุ้น คิดเป็นการจ่ายเงินปันผลรวมร้อยละ 95.87 ของกำไรสุทธิสำหรับปี 2562 ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลระหว่างกาล (วัน Record Date) คงเดิม คือวันอังคารที่ 21 เมษายน 2563 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2563 ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแทนการจ่ายเงินปันผลประจำปีแล้ว ดังนั้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ของบริษัทฯ ที่จะจัดต่อไปในภายหน้า จะไม่เสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 อีก…

หลังจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หุ้นโซลปิดตัวลงบวกเป็นวันที่ 4 ได้รับความผิดหวังจากโควิด-19 ระบาดชะลอตัวลง

หลังจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้

หลังจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เนื่องจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เริ่มชะลอตัวลงสกุลเงินวอลแข็งค่าเมื่อเที่ยบกับดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้

ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดบวกเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มชะลอตัว ส่วนสกุลเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับ

ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) เพิ่มขึ้น 31.72 จุด หรือ 1.77% ปิดที่ 1,823.60 จุด หุ้นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เพิ่มขึ้น 1.85% หุ้นเอสเค ไฮนิกซ์ เพิ่มขึ้น 3.25% และหุ้นฮุนได มอเตอร์ เพิ่มขึ้น 1.8%…

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย เป็นเหตุ เลื่อนประชุมโอเปก 9 เม.ย นี้

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย 

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังโยนความผิดกันไปมาทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก

ราคาน้ำมันดิบ ทรุดหนัก ปมขัแย้ง ซาอุฯ-รัสเซีย 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย หรือที่เรียกว่า

โอเปกพลัส ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมที่เดิมจะมีขึ้นในวันจันทร์นี้ไปเป็นวันที่ 9 เม.ย. เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังโยนความผิดกันไปมาว่าฝ่ายใดเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวได้ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า บรรยากาศในการเจรจานั้นยังค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดี เพียงแค่ยังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับระดับที่จะใช้อ้างอิงในการปรับลดการผลิต โดยแหล่งข่าวระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้อยู่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายควรปรับลดการผลิตโดยอ้างอิงกับระดับการผลิตในปัจจุบัน หรือระดับการผลิตก่อนที่จะเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปีเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังความต้องการน้ำมันร่วงลงจากการที่หลาย ๆ ประเทศได้ประกาศล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ประกอบกับการที่โอเปกและประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย ไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการขยายข้อตกลงปรับลดการผลิตซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดการประชุมออนไลน์ระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)และประเทศพันธมิตรซึ่งนำโดยรัสเซีย หรือที่เรียกว่า โอเปกพลัส และอาจรวมถึงชาติผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เรียกร้องให้ร่วมมือกันปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อยุติสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงเป็นประวัติการณ์
แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมที่กำหนดการเดิมจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะเปิดให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกพลัสสามารถเข้าร่วมการประชุมได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าชาติใดจะเข้าร่วมทางด้านซาอุดีอาระเบียประกาศชัดเจนว่าพร้อมปรับลดกำลังการผลิต ถ้าประเทศต่าง ๆ รวมถึงสหรัฐ จะยอมแบกรับภาระบางส่วน พร้อมระบุว่าต้องการข้อตกลงที่ยุติธรรม ด้านหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆจะหารือเรื่องการปรับลดการผลิตน้ำมันอย่างน้อย 6 ล้านบาร์เรลต่อวันในการประชุมทางไกลที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะมีมติปรับลดกำลังการผลิต แต่ก็อาจไม่สามารถหนุนราคาน้ำมันได้มากนัก เนื่องจากตลาดยังคงถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกประสบกับภาวะถดถอย และกระทบอุปสงค์น้ำมัน ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และมกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขาคาดว่า ทั้งสองประเทศอาจปรับลดกำลังการผลิตลงราว 10 ล้านบาร์เรล หรืออาจมากถึง 15 ล้านบาร์เรล เพื่อรักษาเสถียรภาาพของตลาด…

มีเฮ BJCHI บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส

มีเฮ BJCHI

มีเฮ BJCHI  เนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น

มีเฮ BJCHI

นายหยัง เจิน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI เปิดเผยว่า บริษัทฯชนะการประมูลงานในโครงการ Koodaideriซึ่งเป็นงานประกอบ

และแปรรูปกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และงานเพิ่มในอุตสาหกรรมก๊าซในโครงการ Santos ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการจัดหาและการแปรรูปโลหะเพื่อก่อสร้างชุดขุดเจาะแก๊ส มูลค่ารวมกันกว่า 880 ล้านบาท โดยงานดังกล่าวจะทยอยรับรู้ต่อเนื่อง และช่วยสนับสนุนให้งานในมือรอรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นแตะ 3,900 ล้านบาท“ปัจจุบัน BJCHI มีงานในมือที่รองรับรายได้ในปี 2563-2564 หลังจากที่มีการรับงานใหม่เพิ่มเติมจากโครงการเหมืองแร่ที่ออสเตรเลีย และปีนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย บราซิล ขณะที่การเกิดระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ประเทศจีน บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลับเป็นผลดีเนื่องจากมีลูกค้าจากต่างประเทศที่เคยเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการจีน หันมาให้ความสนใจ และติดต่อเข้ามายังบริษัทมากขึ้น ดังนั้น จึงคาดหวังว่าจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย” หยัง เจิน ลี อย่างไรก็ตามท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว แต่บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการในปี 2563จะพื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากมีปริมาณงานที่รอรับรู้รายได้ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่ มูลค่า 17,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการประมูลงานใหม่เพิ่มเติมในโครงการในอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ในอนาคตอันใกล้นี้ อนึ่ง ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 47.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 231.2 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมเท่ากับ 2,073.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวมอยู่ที่ 943.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% ปัจจัยที่ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซ และเหมืองแร่ที่ฟื้นตัว ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ส่งผลให้มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง…

การกำกับทุนนิยมสอดแนม สอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การกำกับทุนนิยมสอดแนม การสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่เพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถทำได้

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การสอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์มาเป็นระยะเวลายาวนานโดยนักสิทธิมนุษยชน

และมีการตรากฎหมายและตีความกฎหมายเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดอำนาจในการใช้มาตรการเฝ้าระวังหรือสอดแนมข้อมูลของปัจเจกชนโดยรัฐ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกที่ให้คุณค่าของความเป็นส่วนตัวมากกว่าในสังคมตะวันออก แต่ในปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่าการสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่ได้มีเพียงแต่รัฐเท่านั้นที่สามารถกระทำได้ ในความเป็นจริงกลับพบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจจะเป็นผู้ที่มีและครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของเรามากกว่าหน่วยงานของรัฐเสียอีก และประการสำคัญบริษัทเหล่านี้ไม่ถูกจำกัดความสามารถ (อำนาจ) ภายใต้เขตแดนแห่งรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น โดยนักวิชาการท่านหนึ่งที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างเข้มข้น คือ Shoshana Zuboff (HarvardBusiness School) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power(2019) โดยเธอกล่าวว่า “Surveillance Capitalism” หรือ “ทุนนิยมจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ทุนนิยม สอดแนม” (ปรีดี บุญซื่อ) เป็นพฤติกรรมของบริษัทเทคโลยีขนาดใหญ่ที่แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก “พฤติกรรมส่วนเกิน” (Behavioral surplus) ของผู้ใช้บริการชั้นต้นแบบให้เปล่าของบริษัทเทคโนโลยี อาทิ Google Search, YouTube หรือ Facebook เป็นต้น Shoshana Zuboff เห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือพฤติกรรมของผู้ใช้บริการเปรียบเสมือน “วัตถุดิบ” (Raw material) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ถูกป้อนเข้าไปในเครื่องจักอัจฉริยะและถูกประมวลผลออกมาเป็น “พฤติกรรมการบริโภคในอนาคต” (Prediction products) ซึ่งผลผลิตในอนาคตนี้จะถูกซื้อขายใน “ตลาดซื้อขายพฤติกรรมล่วงหน้า”(Behavioral futures markets) โดยลูกค้าหรือผู้บริโภคที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้คือบริษัทโฆษณาต่าง ๆ หรือเจ้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคในอนาคตนั้น ดังนั้น ยิ่งบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคจาก การที่เราเข้าใช้บริการให้เปล่าต่าง ๆ มากเท่าไหร่ จำนวนข้อมูลที่มากขึ้นก็จะทำให้บริษัทสามารถคาดการณ์พฤติกรรมการบริโภคในอนาคตของเรา ๆท่าน ๆ ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ๆ “Targeted advertising” จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ ทำให้สามารถคัดเลือกกลุ่มผู้ชมสำหรับโฆษณาต่าง ๆ สามารถสร้างกรอบรูปแบบการบริโภค หรือแม้แต่กำหนดและชี้นำความต้องการในการบริโภคได้เลยทีเดียว  ซึ่งแนวโน้มการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้ใช้บริการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google, Facebook, Amazon, Apple หรือ Samsung จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการบริโภคทั้งจากข้อมูลการพิมพ์ค้นหา การใช้สัญลักษณ์ในการสื่ออารมณ์ การระบุพิกัด การใช้เทคโนโลยีเสียง (Voice assistance) หรือจากภาพถ่ายหรือภาพวิดีโอ หรือจากการจดจำใบหน้า (สมาร์ททีวีบางรุ่นมีระบบกล้องวิดีโอบันทึกภาพและเสียงผู้ใช้งาน) เป็นต้น การเข้าถึงพฤติกรรมและข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้ความสามารถในการสอดส่องคาดการณ์ และพยากรณ์ “พฤติกรรมของผู้ใช้บริการ” มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนมีการกล่าวว่าบริษัทเหล่านี้อาจรู้ความต้องการของเรามากกว่าตัวเราเสียอีก หรือแม้แต่รู้จักเราดีกว่าคนในครอบครัวเป็นต้น…

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวตลอด

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ

นายก เล็งอัดยาแรงยกระดับเคอร์ฟิว 24 ชม

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล

ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ในเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งมีผลในเย็นวันนี้ นั้นถือเป็นข้อกำหนดฉบับที่ 2 ในการประกาศตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมา ก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ “นายกฯไม่อยากใช้ยาแรงหากได้รับความร่วมมือกับประชาชน โดยเฉพาะการเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด อย่าออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น โดยให้ทำงานที่บ้าน และแม้จะอยู่บ้านแล้ว ก็ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่รณรงค์กันในขณะนี้ เพราะนายกฯห่วงใยประชาชน อย่างจริงใจโดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่” นางนฤมลกล่าว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เข้าใจดีว่ายังมีความจำเป็นสำหรับบุคคลบางกลุ่มที่ยังจะต้องออกมาทำงานในช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว โดยเฉพาะผู้ปฎิบัติงานทางด้านการแพทย์การธนาคาร ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ หนังสือพิมพ์ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุภัณฑ์ หรือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ เพียงแต่ว่ากลุ่มคน เหล่านี้ต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ถึงความจำเป็นในการเดินทาง ส่วนคนที่เจ็บป่วยก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่มีเหตุจำเป็นแต่ยังออกจากเคหะสถาน ก็มีโทษตามที่กำหนดไว้…