การกำกับทุนนิยมสอดแนม สอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การกำกับทุนนิยมสอดแนม การสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่เพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถทำได้

การกำกับทุนนิยมสอดแนม

การสอดส่องข้อมูลหรือการใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยรัฐเป็นประเด็นที่อาจมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์มาเป็นระยะเวลายาวนานโดยนักสิทธิมนุษยชน

และมีการตรากฎหมายและตีความกฎหมายเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดอำนาจในการใช้มาตรการเฝ้าระวังหรือสอดแนมข้อมูลของปัจเจกชนโดยรัฐ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกที่ให้คุณค่าของความเป็นส่วนตัวมากกว่าในสังคมตะวันออก แต่ในปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่าการสอดส่องข้อมูลของประชาชนไม่ได้มีเพียงแต่รัฐเท่านั้นที่สามารถกระทำได้ ในความเป็นจริงกลับพบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจจะเป็นผู้ที่มีและครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของเรามากกว่าหน่วยงานของรัฐเสียอีก และประการสำคัญบริษัทเหล่านี้ไม่ถูกจำกัดความสามารถ (อำนาจ) ภายใต้เขตแดนแห่งรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น โดยนักวิชาการท่านหนึ่งที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างเข้มข้น คือ Shoshana Zuboff (HarvardBusiness School) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power(2019) โดยเธอกล่าวว่า “Surveillance Capitalism” หรือ “ทุนนิยมจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ทุนนิยม สอดแนม” (ปรีดี บุญซื่อ) เป็นพฤติกรรมของบริษัทเทคโลยีขนาดใหญ่ที่แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก “พฤติกรรมส่วนเกิน” (Behavioral surplus) ของผู้ใช้บริการชั้นต้นแบบให้เปล่าของบริษัทเทคโนโลยี อาทิ Google Search, YouTube หรือ Facebook เป็นต้น Shoshana Zuboff เห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือพฤติกรรมของผู้ใช้บริการเปรียบเสมือน “วัตถุดิบ” (Raw material) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ถูกป้อนเข้าไปในเครื่องจักอัจฉริยะและถูกประมวลผลออกมาเป็น “พฤติกรรมการบริโภคในอนาคต” (Prediction products) ซึ่งผลผลิตในอนาคตนี้จะถูกซื้อขายใน “ตลาดซื้อขายพฤติกรรมล่วงหน้า”(Behavioral futures markets) โดยลูกค้าหรือผู้บริโภคที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้คือบริษัทโฆษณาต่าง ๆ หรือเจ้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคในอนาคตนั้น ดังนั้น ยิ่งบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคจาก การที่เราเข้าใช้บริการให้เปล่าต่าง ๆ มากเท่าไหร่ จำนวนข้อมูลที่มากขึ้นก็จะทำให้บริษัทสามารถคาดการณ์พฤติกรรมการบริโภคในอนาคตของเรา ๆท่าน ๆ ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ๆ “Targeted advertising” จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ ทำให้สามารถคัดเลือกกลุ่มผู้ชมสำหรับโฆษณาต่าง ๆ สามารถสร้างกรอบรูปแบบการบริโภค หรือแม้แต่กำหนดและชี้นำความต้องการในการบริโภคได้เลยทีเดียว  ซึ่งแนวโน้มการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้ใช้บริการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google, Facebook, Amazon, Apple หรือ Samsung จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการบริโภคทั้งจากข้อมูลการพิมพ์ค้นหา การใช้สัญลักษณ์ในการสื่ออารมณ์ การระบุพิกัด การใช้เทคโนโลยีเสียง (Voice assistance) หรือจากภาพถ่ายหรือภาพวิดีโอ หรือจากการจดจำใบหน้า (สมาร์ททีวีบางรุ่นมีระบบกล้องวิดีโอบันทึกภาพและเสียงผู้ใช้งาน) เป็นต้น การเข้าถึงพฤติกรรมและข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้ความสามารถในการสอดส่องคาดการณ์ และพยากรณ์ “พฤติกรรมของผู้ใช้บริการ” มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนมีการกล่าวว่าบริษัทเหล่านี้อาจรู้ความต้องการของเรามากกว่าตัวเราเสียอีก หรือแม้แต่รู้จักเราดีกว่าคนในครอบครัวเป็นต้น

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *