ที่มากับอาหาร สาร 3-MCPD เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการย่อยสลายของโปรตีน

ที่มากับอาหาร สาร 3-MCPD

ที่มากับอาหาร สาร 3-MCPD  ปนเปื้อน แต่ยังไม่มีปริมาณที่เกินค่ามาตรฐานของไทย

ที่มากับอาหาร สาร 3-MCPD

ซอสถั่วเหลือง หรือซีอิ๊ว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการย่อยสลายของโปรตีน ของถั่วเหลือง หรือส่วนผสมของถั่วเหลืองและแป้งข้าวสาลีโดยการหมัก หรือการย่อยด้วยสารเคมีแล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ระดับพาสเจอไรซ์แล้วบรรจุลงขวด

ซอสถั่วเหลืองส่วนใหญ่มีกระบวนการผลิต 2 รูปแบบคือ ด้วยการหมักด้วยจุลินทรีย์แบบดั้งเดิม วิธีนี้ซอสจะมีรสชาติดี กับอีกวิธีด้วยการย่อยสลายโปรตีนของถั่วเหลือง โดยใช้กรดเกลือความเข้มข้นสูงในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง วิธีนี้แม้รสชาติจะด้อยกว่าวิธีแรก ที่นิยมใช้เหมาะสำหรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพราะใช้ระยะเวลาในการผลิตรวดเร็วกว่า แต่วิธีนี้ทําให้สาร 3-MCPD เกิดขึ้นและปนเปื้อนอยู่ในซอสถั่วเหลือง

หากร่างกายได้รับปริมาณสาร 3-MCPD ปริมาณมากและบ่อยครั้ง จะทําให้เกิดความเป็นพิษระยะยาว โดยสารดังกล่าวองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติที่ได้จัดให้เป็นสารในกลุ่ม 2B ที่อาจจะก่อให้มะเร็งในคนได้

วันนี้ทาง สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างซีอิ๊วขาวและซอสถั่วเหลืองจำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ยี่ห้อที่วางจำหน่ายในกรุงเทพฯ นำมาวิเคราะห์ปริมาณสาร 3-MCPD ผลปรากฏว่ามีซอสถั่วเหลืองจำนวน 3 ตัวอย่าง พบสาร 3-MCPD ปนเปื้อน แต่ยังไม่มีปริมาณที่เกินค่ามาตรฐานของไทย ที่กำหนดให้พบสาร 3-MCPD ปนเปื้อน ในผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

เห็นผลวิเคราะห์อย่างนี้แล้ว วันนี้ใช้ซีอิ๊วขาวและซอสถั่วเหลืองปรุงอาหารหรือปรุงรสกันได้อย่างสบายใจกัน แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า อย่าทานอาหารเดิมซ้ำๆ เลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผัก ผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถมีภูมิต้านทานต่อสารพิษได้เป็นอย่างดี.

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก ราคาน้ำมันติดลบเป็ครั้งแรก จึงทำให้ผู้ขายจำหน่ายน้ำมันทะลัก

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่คลังน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมัน

ข่าว WTI ปิดตัวร่วงลงอย่างมาก

มีผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI)ตลาดนิวยอร์กได้มีการปิดทรุดตัวลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้(20 เม.ย.) เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่ลดลงจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก นอกจากนี้แล้ว ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่คลังน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมันใกล้เต็มความจุท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นตลาด

โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTIส่งมอบเดือนพ.ค. ร่วงลง 55.90 ดอลลาร์ หรือ 306% ปิดที่ -37.63 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 2.51 ดอลลาร์ หรือ 8.94% ปิดที่ 25.57 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTIร่วงลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในตลาดNYMEXเนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่า การที่รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งรวมถึงการสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านและห้ามเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวลง

ทางด้านสำนักงานพลังงานสากล (IEA)ได้ออกรายงานเตือนว่า วิกฤตการณ์จากแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง 29 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย. แตะระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี เนื่องจากประเทศต่างๆ พากันออกมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ยังแสดงความเห็นว่า การที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัส บรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ถือว่าน้อยเกินไป และยังไม่มากพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบของอุปสงค์น้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จากบริษัทไพรซ์ ฟิวเจอร์ส กรุ๊ป ในเมืองชิคาโก ระบุว่า นอกเหนือจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 แล้ว การที่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐกำลังกักเก็บน้ำมันใกล้เต็มความจุ ในขณะที่สต็อกน้ำมันสหรัฐก็พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ด้วยนั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนกระหน่ำขายสัญญาน้ำมันดิบ WTI เดือนพ.ค. ซึ่งจะครบกำหนด ส่งมอบในวันอังคารที่ 21 เม.ย.นี้

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTIเดือนมิ.ย. ปิดร่วงลง 4.60 ดอลลาร์ หรือ 18.3% แตะที่ระดับ 20.03 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อคืนนี้

นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย…

ข่าวหุ้นBEM จับมือ “ทรูมันนี่” เปิดเติมเงินบัตรโดยสาร MRT ผ่านแอปฯ “TrueMoney Wallet”

ข่าวหุ้นBEM

ข่าวหุ้นBEM เปิดเผยว่า บริษัทฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ข่าวหุ้นBEM

ดร. สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
เปิดเผยว่า บริษัทฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสถานีรถไฟฟ้า MRT อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากเพิ่มความถี่ของขบวนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วนตามมาตรการ Social Distancing และเน้นย้ำเรื่องมาตรการการทำความสะอาดภายในสถานีและภายในรถไฟฟ้าเพื่อความ ปลอดภัยในพื้นที่แล้ว ยังดูแลถึงสุขภาพอนามัยของผู้ใช้บริการ พนักงานและพันธมิตรคู่ค้า ล่าสุดจึงร่วมมือกับทรูมันนี่เพิ่มบริการเติมเงินบัตรโดยสาร MRT และ MRT Plus แบบไร้เงินสดผ่านอีวอลเล็ทซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาเสริมช่องทางการเติมเงินแบบเดิม ทั้งการเติมเงินโดยใช้เงินสดผ่านห้องออกบัตรโดยสารและผ่านเครื่องออกเหรียญโดยสาร อัตโนมัติ ตามสถานีต่าง ๆ โดยนำเทคโนโลยี e-Payment เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องความรวดเร็ว สะดวกสบาย แก้ปัญหาการเตรียมเงินสดมาไม่พอเติม ตอบรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ผู้ใช้มีความกังวลเรื่องสุขอนามัยในการสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมการสร้างสังคมไร้เงินสดของประเทศในระยะยาว ด้านนางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่กำลังสร้างความตื่นตัวด้านสุขภาพในวงกว้าง ทรูมันนี่ ในฐานะผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีอย่างเรื่องของอีวอลเล็ทมาอำนวยความ สะดวกและลดความกังวลของผู้ใช้บริการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า MRT ที่ยังคงมีความจำเป็นต้องเดินทาง ดังนั้นจึงได้ทำงานร่วมกับทีมงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) อย่างใกล้ชิด ในการเร่งเปิดให้บริการเติมเงินบัตร MRT และ MRT Plus ผ่านแอปฯ
TrueMoney Wallet เพื่อลดความเสี่ยงให้ทั้งผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่จากการสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ
รวมถึงเงินสด และสนับสนุนการรณรงค์เว้นระยะห่างทางสังคม(Social Distancing) นอกจากการเติมเงินบัตรโดยสาร MRT และ MRT Plus ผ่านแอปฯ ในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีแผนขยายความร่วมมือไปในส่วนของการชำรเงินค่าจอดอาคารจอดแล้วจร ตลอดจนร้านค้าตามสถานีต่าง ๆ ใน Metro Mall เริ่มจากประเภทที่ได้รับการอนุญาตให้ยังคงเปิดบริการ อาทิ ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบบ Take-Home ให้ลูกค้าสามารถแตะ สแกน จ่ายเงิน หรือเติมเงินมือถือ หรือจ่ายบิลต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้วยเช่นกัน…

ข่าวหุ้น โบรกฯ มองบวกเล็กน้อย หลังสายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ 1 พ.ค.นี้

โบรกฯ 

ข่าวหุ้น โบรกฯ สายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ มองยังไม่หนุนงบฟื้นอย่างมีนัย เหตุยังต้องคุมเข้มที่นั่ง 

ข่าวหุ้น โบรกฯ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 63 9:55: น.
โบรกฯ มองบวกเล็กน้อย หลังสายการบินจะทยอยกลับมาเปิดให้บริการ 1 พ.ค.นี้ มองยังไม่หนุนงบฟื้นอย่างมีนัย เหตุยังต้องคุมเข้มที่นั่ง – ตปท.เปิดบางเส้นทาง มอง 2 หุ้น AOT-AAV เริ่มรับข่าว แต่ยังแนะแค่ถือเท่านั้น

บล.เคทีบี เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์รายวันว่า หลังจากมีข่าว สายการบินทยอยกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศตั้งแต่ 1 พ.ค.สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ประกาศมีแผนจะกลับมาให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศตั้งแต่ 1 พ.ค.

ทั้งนี้มองเป็นบวกเล็กน้อย ซึ่งเป็นข่าวดีที่สายการบินกลับมาให้บริการจะทำให้เริ่มกลับมามีรายได้อีกครั้ง หลังจากเดือน เม.ย.ที่หยุดทำการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งหมด แต่ยังมองบวกไม่มาก โดยประเมินว่าจำนวนผู้โดยสารจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องตลอดทั้ง Q2/63 เพราะจะยังเป็นเพียงการเปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศเฉพาะเส้นทางหลักเท่านั้น

ส่วนเที่ยวบินต่างประเทศคาดว่าจะยังไม่กลับมาเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้ นอกจากนั้น จากมาตรการ social distancing อาจทำให้การจัดที่นั่งบนเครื่องบินทำได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ load factor จะอยู่ในระดับต่ำ โดยประเมินว่าธุรกิจสายการบินจะยังขาดทุนต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2563 ด้านราคาหุ้นกลุ่มสายการบินเราคาดว่าได้สะท้อนข่าวลบไปแล้ว

ทั้งนี้ AAV เราแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 1.80 บาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจสายการบิน AOT คาดว่าจะได้ผลบวกจากสายการบินที่
เริ่มทยอยกลับมาทำการบินอีกครั้ง ทั้งนี้ เราประเมินจำนวนผู้โดยสารในเดือนเม.ย.จะเป็นจุดต่ำสุด แต่จะยังฟื้นตัวช้าจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดCOVID-19 จะคลี่คลายในปีหน้า โดย AOT เรายังแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 61.00 บาท

ลักษณะธุรกิจของ AOT
ทอท.ประกอบธุรกิจท่าอากาศยานของประเทศไทย โดยธุรกิจหลักประกอบด้วย การจัดการ การดำเนินงาน และการพัฒนาท่าอากาศยาน โดยมีท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ 6 แห่ง คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งนี้ ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ…

TOP เป็นที่รู้กันดี อยู่แล้วว่าหลาย ๆ สำนักประเมินช่วงไตรมาส 1 ปี 2563

TOP เป็นที่รู้กันดี

TOP เป็นที่รู้กันดี จะมีผลขาดทุนสุทธิราว 1.57 หมื่นล้านบาท พลิกจากที่มีกำไร 4.4 พันล้านบาทในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562

TOP เป็นที่รู้กันดี

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าหลาย ๆ สำนักประเมินช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP จะมีผลขาดทุนสุทธิ….. แต่จะมากน้อยเท่าไรต้องรอดูจากการประกาศชัด ๆ ของบริษัท!? อย่างคร่าว ๆ จากการประเมินของบล.เอเชีย เวลท์ ว่าในไตรมาส 1 ปี 2563 ทาง TOP จะมีผลขาดทุนสุทธิราว 1.57 หมื่นล้านบาท พลิกจากที่มีกำไร 4.4 พันล้านบาทในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 และจากที่มีกำไรสุทธิ 1.98 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2562 นั่นเอง สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 เนื่องจากการรับรู้ Stock loss (รวม NRV) ที่มากถึง 1.3 หมื่นล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง อีกทั้งการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 2.45 พันล้านบาท ตามทิศทางของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และการดำเนินงานปกติ ได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่น พร้อมด้วยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง นอกจากนี้คาดว่า TOP จะมี Market GIM อยู่ที่ 2.6 เหรียญต่อบาร์เรล โดย Margin ของกลุ่มธุรกิจหลัก คาดบริษัทจะมีค่าการกลั่น ไตรมาส 1 ปี 2563 อยู่ที่ 0.5 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ 3.0 เหรียญต่อบาร์เรล และในไตรมาส 4 ปี 2562 อยู่ที่ 2.7 เหรียญต่อบาร์เรล โดยมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 111%
ส่วนทางด้านธุรกิจอะโรเมติกส์ บริษัทมี Margin อยู่ที่ 1.6 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากไตรมาส 4 ปี2562 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563
บริษัทมีส่วนต่างพาราไซลีนและเบนซีนเพิ่มขึ้น 34% และ 278% จากไตรมาส 4 ปี 2562 ตามลำดับเป็นผลมาจากต้นทุนผลิต (ULG95) ที่ลดลง โดยบริษัทมีอัตราผลิตอยู่ที่ 80% ทั้งนี้เมื่อรู้อยู่แล้วว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 จะขาดทุนสุทธิก็ควรมองข้ามไปดูช่วงระยะถัดไปว่าจะกลับมาฟื้นเมื่อไร? คำตอบจากบทวิเคราะห์ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี 2563 แล้ว และเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2563 อยู่ที่ 95% จากความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซิน และน้ำมันอากาศยาน ดังนั้นให้สมมติฐานค่าการกลั่น Market GRM อยู่ที่ 2.2 เหรียญต่อบาร์เรล และ Market GIM อยู่ที่ 4.5เหรียญต่อบาร์เรล พร้อมกับคาดว่าหลังพ้นจากสถานการณ์โควิด-19 จะกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ขณะที่ลุ้นว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 จะฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นนั้น อีกสิ่งที่น่าสนใจ TOP ยังมีจุดแข็งด้วยพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่ เมื่อไปดูฐานะทางการเงินก็ยังคงพบว่าแข็งแกร่งมาก ไม่ได้เลวร้ายสักนิดเดียว… เพราะสินทรัพย์หมุนเวียนมีมากถึง 134,676.29 ล้านบาท เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนเพียง 38,666.70 ล้านบาท ได้ค่า CURRENT RATIO อยู่ที่ระดับ 3.48 เท่า ถือว่า สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทยังมีพอสมควร…

พบยอดติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกทะลุ 2.25 ล้าน เสียชีวิต 1.54 แสนราย

พบยอดติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้จำนวนผู้ติดไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกยอดทะลุ 2,250, 751 ราย เสียชีวิตแล้ว 154,261 ราย

พบยอดติดเชื้อโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ Worldometer รายงานข้อมูลที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า

ขณะนี้จำนวนผู้ติดไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกยอดทะลุ 2,250, 751 ราย เสียชีวิตแล้ว 154,261 ราย และมีผู้ที่รักษาหายแล้วจำนวน 571,145 รายโดยสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมจำนวน 710,021 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 37,158 ราย ทั้งนี้ สหรัฐติดอันดับ1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต สเปน มีผู้ติดเชื้อ 190,839 ราย เสียชีวิต 20,002 ราย และอันดับ 3 คือ อิตาลี มีผู้ติดเชื้อสะสม 172,434 ราย เสียชีวิต 22,745 ราย ฝรั่งเศส ผู้ติดเชื้อ 147,969 ราย ผู้เสียชีวิต 18,681 ราย และเยอรมัน ผู้ติดเชื้อ 141,397 ราย เสียชีวิต 4,352 ราย

หุ้น JAS วันนี้เทรดกันเดือด! แรงสุดซิลลิ่ง 5.65 บาท แย่สุดฟลอร์ 4.18 บาท ทิ้งทวนรับปันผล 1.48 บาท วัดใจ

หุ้น JAS วันนี้เทรดกันเดือด!

หุ้น JAS วันนี้เทรดกันเดือด! ถือรับปันผล-เทขายทำกำไร จับตาราคาหุ้นวันขึ้น XD วันแรก กรณีดีสุดไปถึง 4.80 บาท

หุ้น JAS วันนี้เทรดกันเดือด!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (17 เม.ย.) เป็นที่น่าจับตาความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS

เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล) วันที่ 20 เม.ย. 2563 อัตราเงินปันผลหุ้นละ 1.48 บาท ทำให้ราคาและมูลค่าการซื้อขาย JAS วันนี้มีโอกาสเคลื่อนไหวคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากจะมีทั้งนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อรับปันผล 1.48 บาท และนักลงทุนที่เข้ามาเพื่อเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (17 เม.ย.) เป็นที่น่าจับตาความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล) วันที่ 20 เม.ย. 2563 อัตราเงินปันผลหุ้นละ 1.48 บาท ทำให้ราคาและมูลค่าการซื้อขาย JAS วันนี้มีโอกาสเคลื่อนไหวคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีทั้งนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อรับปันผล 1.48 บาท และนักลงทุนที่เข้ามาเพื่อเล่นเก็งกำไรระยะสั้น (ชนซิลลิ่ง) 4.80 บาท ปรับลงต่ำสุด (ติดฟลอร์) 3.55 บาท กรณีดีปานกลาง ราคาเริ่มต้นที่ 3.82 บาท ราคาสูงสุด 4.38 บาท ราคาต่ำสุด 3.24 บาทกรณีปานกลาง (เสมอตัว) ราคาเริ่มต้นที่ 3.44 บาท ราคาสูงสุด 3.96 บาท ราคาต่ำสุด 2.92 บาท กรณีแย่ปานกลาง ราคาเริ่มต้นที่ 3.08 บาท ราคาสูงสุด 3.53 บาท ราคาต่ำสุด 2.61 บาท และกรณีแย่สุด ราคาเริ่มต้นที่ 2.70 บาท ราคาสูงสุด 3.11 บาท ราคาต่ำสุด 2.30 บาท กรณีปานกลาง (เสมอตัว) ราคาเริ่มต้นที่ 3.44 บาท ราคาสูงสุด 3.96 บาท ราคาต่ำสุด 2.92 บาท กรณีแย่ปานกลาง ราคาเริ่มต้นที่ 3.08 บาท ราคาสูงสุด 3.53 บาท ราคาต่ำสุด 2.61 บาท และกรณีแย่สุด ราคาเริ่มต้นที่ 2.70 บาท ราคาสูงสุด 3.11 บาท ราคาต่ำสุด 2.30 บาท

ข่าวหุ้น BWG ราคาหุ้นบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นปรับตัวลงแรงคาดขายทำไรหลังหุ้นปรับตัวแรง

ข่าวหุ้น BWG

ข่าวหุ้น BWG คาดผลกระทบ COVID-19 จะกระทบรุนแรงต่อธุรกิจกำจัดขยะ

ข่าวหุ้น BWG

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ล่าสุด ณ เวลา 16.05 น.อยู่ที่ระดับ 0.27 บาท ลดลง 0.04 บาท

หรือ 12.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30.68 ล้านบาท ราคาหุ้นสูงสุดของวันที่ระดับ 0.31 บาท ต่ำสุดของวันที่ระดับ 0.27 บาท โดยราคาหุ้นปรับตัวลงแรงคาดขายทำไรหลังหุ้นปรับตัวแรงมาหลายวันติดและเกินราคาเป้าหมายโบรกแนะนำที่ระดับ 0.30 บาท โดยก่อนหน้านี้ บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 0.30 บาท/หุ้น คาดว่าบริษัทจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้เล็กน้อยในปี 63 ที่ 7 ล้านบาท จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เริ่มรับรู้รายได้จากการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดผลกระทบ COVID-19 จะกระทบรุนแรงต่อธุรกิจกำจัดขยะ เนื่องจากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการหยุดชะงัก ด้าน ราคาหุ้นปรับตัวลงมาอย่างมาก ทำให้ ณ ปัจจุบันบริษัทมี P/BV เพียง 0.2 เท่า ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และต่ำเป็นอันดับต้นๆในตลาดหลักทรัพย์ คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยรอจังหวะเข้าลงทุนจากการฟื้นตัว ราคาเป้าหมายใหม่ 0.30 บาท อ้างอิง P/BV ที่ 0.31 เท่า (-2SD บนค่าเฉลี่ย P/BV ย้อนหลัง 1 ปี)

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI “ซื้อ” หลังมองแนวโน้มกำไรในไตรมาส

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI จากเริ่มโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี

6 โบรกฯเคาะ หรือ ORI

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบทวิเคราะห์บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI โดยมีนักวิเคราะห์หลายแห่งกำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” หลังมองแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1/63 จะยังสามารถทำได้ดีระดับ 700-800 ล้านบาท จากเริ่มโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี

แต่ในส่วนของการขายได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขายได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ORI ยังมียอดขายรอโอน (Backlog) รองรับรายได้ในระดับสูง และมีการกระจายพอร์ตธุรกิจไปรุกตลาดแนวราบ และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น ทำให้มองว่าหากสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายจะเป็นผลบวกต่อการฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนของราคาหุ้น ORI หลังจากปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากก่อนหน้านี้ และแม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้วในระยะสั้น แต่มองว่าราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อยู่ ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดการณ์แนวโน้มกำไร ORI ในไตรมาส 1/63 จะออกมาในระดับ 700-800 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาส 4/62 และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงมาก ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ และผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม กำไรในช่วงดังกล่าวนับว่าอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากยังมีการโอนโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เข้ามาในช่วงต้นปี 2 โครงการ และโอนโครงการแนวราบเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรพิเศษที่มาจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุนเข้ามาเสริม ส่วนแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/63 ยังมีความท้าทายค่อนข้างมาก เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ทำให้จะเห็นผลกระทบมากขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ แต่หากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายในไตรมาส 2 นี้ มองว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของตลาดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของผลงานของบริษัท ขณะที่ภาพรวมของกำไรในปีนี้มองว่าจะเห็นการปรับตัวลงจากปีก่อนค่อนข้างมากราว 33% มาอยู่ที่กว่า 2 พันล้านบาท แต่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมากสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้วก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้หลังจากนี้ ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มองว่า ราคาหุ้น ORI ได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา รับปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ มาจากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1/63 ที่น่าจะอยู่ในระดับที่ดีกว่า 700 ล้านบาท จากการโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าการขายอาจจะมีการชะลอตัวไปบ้างจากปัจจัยของภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อ และผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมการขายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ORI ยังมีปัจจัยหนุนจากการเปิดกว้างรับพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการ ทำให้ลดความเสี่ยงในการลงทุนลง และใช้เงินลงทุนน้อยลงเมื่อเทียบกับลงทุนพัฒนาเอง พร้อมกับแผนการรุกตลาดแนวราบมากขึ้น ช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะกลาง-ยาว

เคาะ 11 หุ้น มีหลักทรัพย์เตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลและเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD

เคาะ 11 หุ้น

เคาะ 11 หุ้น หุ้นเตรียมจ่ายปันผลในช่วงดังกล่าวมานำเสนอในการเข้าลงทุน โดยมีหุ้นที่เตรียมขึ้น XD

เคาะ 11 หุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้(14 เม.ย.63) มีหลักทรัพย์เตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลและเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล) ดังนั้นทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์”

จึงทำการรวบรวมกลุ่มหุ้นเตรียมจ่ายปันผลในช่วงดังกล่าวมานำเสนอในการเข้าลงทุน โดยมีหุ้นที่เตรียมขึ้น XD ตามตารางประกอบดังนี้ อนึ่ง การขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล) นั้น หมายความว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น ในวันนี้จะไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล ดังนั้นการที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่ติดเครื่องหมาย XD ในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD อาจทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนน้อย และการขึ้นเครื่องหมาย XD จะกระทบต่อราคาหุ้นในทางลบ ซึ่งหลังจากวันขึ้นเครื่องหมาย XD ราคาหุ้นมักปรับตัวลงด้วยจำนวนเงินที่จ่ายปันผล…